วันนี้คุณเปิด google แล้วหรือยัง

รูปภาพ

วันนี้ ( 7 กุมภาพันธ์ ) หากมีโอกาสได้เปิด google แล้วล่ะก็ คงได้เห็นภาพสวยๆบนหน้าจอ อ๊ะๆ ไม่เพียงแต่ภาพสวยๆเท่านั้นนะคะ วันนี้เป็น 1 วันสำคัญวันหนึ่ง นั่นคือ วันเกิดครบรอบ 200 ปี ของนักเขียน นักประพันธ์ชื่อดังชาวอังกฤษ ชาร์ลส์ จอห์น ฮัฟแฟม ดิกคินส์ (Charles John Huffam Dickens) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า Charles Dickens ที่มีนามปากกาว่า “โบซ” (Boz)

ซึ่งนักประพันธ์ท่านนี้เกิดวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2355 เกิดที่เมืองแลนด์พอร์ท แฮมเชียร์ อังกฤษใต้ สหราชอาณาจักรเป็นบุตรเสมียนฝ่ายเงินเดือนกองทัพเรือ ในปี พ.ศ. 2357 Charles Dickens เริ่มทำงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ เอกสาร และได้เป็นผู้สื่อข่าว ในลอนดอน ต่อมา ดิกคินส์ ได้ตีพิมพ์บทความเป็นจำนวนมากใน วารสารรายเดือน ตามด้วยเรื่องย่อยและบทความลงในหนังสือพิมพ์กรอบบ่าย อีฟนิงครอนิเกิล ในปี พ.ศ. 2379 เขาได้ตีพิมพ์ เรื่องย่อยโดยโบซ (Sketches by Boz) และพิควิคเปเปอร์ (Pickwick Papers) และในปีเดียวกันได้แต่งงานกับแคเธอรีนบุตรสาวของเพื่อนชื่อ จอร์จ โฮการ์ท และมีบุตรด้วยกันถึง 10 คน แต่ก็ได้หย่าขาดจากกันเมื่อ พ.ศ. 2401

Charles Dickens เสียชีวิตเมื่อ วันที่ 8 มิถุนายน 1870 ด้วยอายุ 58 ปี ที่ Gad’s Hill Place, Higham, Kent, ประเทศอังกฤษ โดยเส้นเลือดอุดตันในสมอง โดยการตายของเขานั้นเป็นการสูญเสียบุคคลที่สำคัญอีกหนึ่งคน วงการนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษ Charles Dickens ถือว่าเป็นผู้เขียนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของอังกฤษ

 

ผลงานที่ยิ่งใหญ่ของชาร์ลส์ ดิกคินส์ มีดังนี้

  • Sketches by Boz (ค.ศ 1836)
  • The Old Curiosity Shop (ค.ศ 1840 – ค.ศ 1841)
  • Oliver Twist (ค.ศ 1837 – ค.ศ 1839)
  • Nicholas Nickleby (ค.ศ 1838 – ค.ศ 1839)
  • Barnaby Rudge (ค.ศ 1841)
  • A Christmas Carol (ค.ศ 1843)
  • Martin Chuzzlewit (ค.ศ 1843 – ค.ศ 1844)
  • A Tale of Two Cities (ค.ศ 1859)
  • David Copperfield (ค.ศ 1849 – ค.ศ 1850)
  • Great Expectations (ค.ศ 1860 – ค.ศ 1861)
  • Bleak House (ค.ศ 1852 – ค.ศ 1853)
  • Little Dorrit (ค.ศ 1855 – ค.ศ 1857)
  • Hard Times (ค.ศ 1854)
  • Our Mutual Friend (ค.ศ 1864 – ค.ศ 1865)
  • The Pickwick Papers (ค.ศ 1836 – ค.ศ 1837)

เห็นหรือยังคะว่า แม้ว่าเวลาจะผ่านไปยาวนานเท่าไร แต่หากผลงานเป็นผลงานคุณภาพ ผลงานดังกล่าวก็จะอยู่ยืนยาวให้ลูกหลาน และชาวโลกได้กล่าวขวัญไปนานแสนนานเชียวค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา : http://scoop.mthai.com/google_news/3939.html

หนังสือติวนักเรียนแข่งขัน ม.ต้น

โจทย์ปัญหาสำหรับฝึกนักเรียนระดับ ม.ต้น


Pierre de Fermat สุดยอดนักคณิตศาสตร์

                         หากใครเปิดหน้า google ขึ้นในวันนี้ คงได้เห็นรูปหนึ่งเป็นสมการคณิตศาสตร์บนกระดานดำ หลายคนคงสงสัยว่าคืออะไร เฉลยก็คือ วันนี้เป็นวันเกิดของนักคณิตศาสตร์ระดับโลกท่านหนึ่งซึ่งก็คือ แฟร์มาต์ นั่นเองค่ะ  มารู้จักประวัติของแฟร์มาต์กันดีกว่า

Pierre de Fermat (17 สิงหาคม 2144 – 12 มกราคม 2207) เป็นทนายความชาวฝรั่งเศส และเป็นนักคณิตศาสตร์ผู้พัฒนาสาขาแคลคูลัส แฟร์มาต์ยังมีผลงานในด้านทฤษฎีจำนวน เรขาคณิตวิเคราะห์ และความน่าจะเป็น

                   แฟร์มาต์เป็นผู้คิดค้นทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์ ซึ่งเขาอ้างว่ามีบทพิสูจน์ของทฤษฎีดังกล่าว แต่ไม่มีใครพบหลักฐานใดๆเกี่ยวกับบทพิสูจน์ หลังจากที่เขาเสียชีวิต นักคณิตศาสตร์หลายคนพยายามพิสูจน์ทฤษฎีบทนั้น แต่ก็ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้มานานกว่า 300 ปี จนกระทั่ง แอนดรูว์ ไวลส์ สามารถพิสูจน์ได้ในปี พ.ศ. 2538

                          Andrew Wiles ผู้พิชิตทฤษฏีบทสุดท้ายของ Fermat โจทย์คณิตศาสตร์ที่(เคย)ยากที่สุดในโลก     Pierre de Fermat เป็นนักคณิตศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีจำนวน (Number Theory) อันเป็นวิชาว่าด้วยตัวเลขจำนวนต่าง ๆ (เลขจำนวนเต็มได้แก่ 2,6.9,…)เขาถือกำเนิดเมื่อ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2144 ที่เมือง Beaument de Lomagne ประเทศฝรั่งเศส เขาทำงานเป็นทนายความและนักคณิตศาสตร์สมัครเล่น เขามีบทบาทในการพัฒนาการด้านสถิติและทฤษฎีความเป็นไปได้ (Probability theory) จนถึงระดับที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ นอกจากนี้เขายังเป็นผู้วางรากฐานวิชาเรขาคณิตวิเคราะห์ให้ Issac Newton นำไปใช้ในการสร้างวิชาแคลคูลัสในระยะเวลาต่อมาอีกด้วย       ปี พ.ศ. 2180 เขาได้ตั้งโจทย์คณิตศาสตร์ขึ้นมาโจทย์หนึ่ง ซึ่งคนปัจจุบันรู้จักในนาม “ทฤษฎีบทสุดท้ายของ Fermat” หรือ “Fermat’s Last Theorem” เขาได้ความคิดในการตั้งโจทย์ปัญหานี้จากการอ่านตำรา Arithmetica ของ Diophantus แห่งเมือง Alexandria ในอียิปต์ ซึ่งได้กล่าวถึงสมการของ Pythagoras แถลงว่า ถ้า a²+b²=c² โดย a และ b เป็นความยาวของด้านที่ประกอบมุมฉากของสามเหลี่ยมมุมฉาก และ c เป็นความยาวของด้านที่ตรงข้ามมุมฉาก เราจะพบว่าสมการนี้มีคำตอบสำหรับค่า a , bและ c เป็นเลขจำนวนเต็มนับไม่ถ้วน ทฤษฎีบทสุดท้ายของ Fermat จึงได้สยบสมองของอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ของทุกคนที่ผ่านมา แต่แล้วในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2536 นั้นเอง Andrew Wiles แห่ง มหาวิทยาลัย Princeton สหรัฐอเมริกา ก็ได้แถลงว่าเขาได้ประสบความสำเร็จในการพิสูจน์ทฤษฎีบทสุดท้ายของ Fermat แล้วข่าวมโหฬารนี้ถึงกับทำให้หนังสือพิมพ์ The New York Times พาดหัวตัวโตด้วยคำว่า “Euraka” เพื่อสดุดีความสำเร็จของ Wiles เลยทีเดียว แต่เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิได้ประเมินวิธพิสูจน์ของ Wiles และพบจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไขปรับปรุงใหม่ เขารู้สึกเสมือนว่าข้อตำหนิที่ได้รับเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ได้เคยทำลายชีวิต ของนักคณิตศาสตร์มาแล้วนับไม่ถ้วน มาบัดนี้ชีวิตการทำงานของเขาก็ได้สิ้นสุดลงเช่นกัน Wiles รู้สึกหดหู่และท้อแท้มาก แต่ก็ได้รวบรวมพลังความคิดและกำลังใจกับลูกศิษย์ที่ชื่อ R.Taylor ฮึดสู้กับปัญหานี้อีกครั้งหนึ่งและแล้วในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2537 Wiles และ Taylor ก็ประสบผลสำเร็จ ผลงานได้ตีพิมพ์ลงวารสาร Annals of Mathematics ฉบับเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2538 ทฤษฏีบทสุดท้ายของ Fermat โจทย์คณิตที่ยากที่สุดในโลก เวลาผ่านไปเป็นหลาย 10 ปี ก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้ จนถึงกับมีนักคณิตศาสตร์คนนึงบอกว่า ตั้งโจทย์ให้คนอื่นคิดยากๆ ตัวเขาเองก็ทำได้หรือไม่   มีอีกคนพิสูจน์ได้ แต่พอเอาไปให้ที่ประชุมดู กลับพบว่ามีข้อผิดพลาดเยอะ จนต้องนำกลับไปแก้ใหม่   และในที่สุดก็มีคนพิสูจน์ได้ แค่ทฤษฎีบนนี้ พิสูจน์ได้เป็นหนังสือ 1 เล่มที่มีขนาดเป็น 100 หน้าเลยละ ในบัดนี้ นักคณิตศาสตร์สมัยนี้ทั้งโลก ยังมีไม่ถึง10คนที่จะเข้าใจการพิสูจน์ของเขา

ขอบคุณที่มา wikipedia และ konseo.com

 

เด็กไทยคว้า 3 เหรียญเงิน 5 เหรียญทองแดงจากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกเอเชีย

                          เมื่อวันที่ 31 ก.ค. นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงผลการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก ระดับมัธยมศึกษา ว่า ตนได้รับรายงานจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คัดเลือกและส่งผู้แทนนักเรียนไทยเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกเอ เซีย ระดับมัธยมศึกษา Southeast  Mathematics Olympia 2011 (SMO) จำนวน 12 คน โดยมีผู้เข้าแข่งขันจาก 9 ประเทศ ประกอบด้วย จีน ฮ่องกง มาเก๊า มองโกเลีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ระหว่างวันที่ 23 ก.ค. -1 ส.ค. 54 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

ผลปรากฏว่านักเรียนไทย 8 คน สามารถคว้ารางวัลประเภทบุคคล เหรียญเงิน 3 เหรียญ ได้แก่ นายกฤตกร กานติกูล โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม นายปวีณ ปิติมานะอารี โรงเรียนสาธิตมศว.ปทุมวัน และนายธนัท โกมลสิริภักดี โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และคว้าเหรียญทองแดง 5 เหรียญ ได้แก่  ด.ช.กรวัตน์พฤกษานุศักดิ์ โรงเรียนแสงทองวิทยา จ.สงขลา  นายพีระสิทธิ์  แซ่ลิ้ม โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จ.สงขลา นายณัฐนันท์  วัชรเกษมสินธุ์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย  นายธีรวัฒน์ ลิ่มลังการณ์ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ และนายวรมนต  ยมจินดา โรงเรียนสาธิตมศว.ปทุมวัน

นายชินภัทรกล่าวว่าขอแสดงความยินดีกับนักเรียนทุกคนที่ได้รับรางวัลใน ครั้งนี้ สพฐ.ยังมีเวทีระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้นักเรียนไทยได้แสดงความสามารถอีก 3 เวที คือ การแข่งขันคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับประถมศึกษา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-16 ก.ย. 54 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ การแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติ ระดับประถมศึกษา ระหว่างวันที่ 20-26 ต.ค. 54 ที่ประเทศอินเดีย  และการแข่งขันคณิตศาสตร์ โอลิมปิกเอเชียระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระหว่างวันที่12-19 พ.ย. 54 ที่ประเทศเนปาลอีกด้วย

ขอบคุณที่มา ข่าวสดออนไลน์

ลำดับฟิโบนักชีในชีวิตประจำวัน

เรามาลองเรียนรู้ำลำดับฟิโบนักชี ในธรรมชาติกับคุณครูท่านนี้กันค่ะ แล้วจะทราบว่าคณิตศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับธรรมชาติอย่างไร

ขอบคุณที่มา : รายการ ครูวิทย์นักคิด ช่อง 7 ค่ะ^^

มัสมั่น อาหารไทยอันดับ 1 ของโลก

“มัสมั่น”ของไทยคว้าแชมป์จานอร่อยจาก 50 อันดับเมนูเด็ดทั่วโลก

วันที่ 23 ก.ค. เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นโก เผยผลสำรวจเมนูยอดนิยม 50 อันดับทั่วโลก ปรากฎว่า ‘มัสมั่น’ ของไทยคว้าอันดับ 1 ตามด้วย อันดับ 8 ต้มยำกุ้ง อันดับ 19 น้ำตกหมู และอันดับที่ 46 ส้มตำ

สำหรับเมนูโปรดของคนทั่วโลก 10 อันดับแรก ได้แก่
1.มัสมั่น ของไทย ได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ราชาแกงกะหรี่’ และอาจเป็น ‘ราชาแห่งอาหารทั้งปวง’ ด้วยความเผ็ด มันกะทิ หวานปนเปรี้ยว ผสมผสานกันอย่างลงตัว
2. พิซซานาโปเลียน ของอิตาลี แม้เป็นพิซซาหน้าธรรมดา แต่ก็เป็นต้นฉบับของพิซซาที่ปรุงด้วยแป้งสาลีชั้นดี

3.ช็อกโกแลต ของเม็กซิโก จากผลโกโก้ในป่านำมาผลิตเป็นช็อกโกแลตขมอมหวาน จึงเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์และในเทศกาลอีสเตอร์สำหรับคนทั่วโลก
4.ซูชิ จากญี่ปุ่น คัดสรรเนื้อปลาสดและข้าวมาปรุงเป็นข้าวปั้นแสนอร่อยที่ถูกใจคนทั่วโลก
5.เป็ดปักกิ่ง จากจีน เป็ดอบเคลือบด้วยน้ำเชื่อมหวานชุ่มคอ ค่อยๆอบให้ได้ที่ในเตาอบจนผิวกรอบ
6.แฮมเบอร์เกอร์ จากเยอรมนี มีส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างขนมปัง เนื้อและสลัดที่เป็นผลผลิตจากระบบการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
7.ลักซาปีนังอัสสัม จากมาเลเซีย หรือก๋วยเตี๋ยวแกง อาหารยอดฮิตของชาวเมเลเซีย ปรุงด้วยเส้นบะหมี่ที่เรียกว่าบีฮูน ราดน้ำแกงกะทะรสเผ็ด เติมรสชาติด้วยสมุนไพรหลากชนิด เช่น มะขาม ตะไคร้ สะระแหน่ หัวหอม สับปะรด
8.ต้มยำกุ้ง ของไทย รสชาติเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ตามด้วยหวาน ที่สำคัญ คือ ราคาถูก
9.ไอศครีม จากสหรัฐ ไอศครีมแบบฉบับของชาวสหรัฐต้องมีถั่ว มาชเมลโลว์และราดด้วยช็อกโกแลต
10.ไก่มวมบา จากกาบอง ดัดแปลงจากสูตรดั้งเดิมของชาวตะวันตก เสิรมความอร่อยด้วยเนยถั่ว พริก กระเทียม มะเขือเทศ พริกไทย เกลือ เนยจากปาล์ม
สำหรับเมนูจากไทยจานอื่นๆที่ขึ้นแท่น 50 อันดับแรก ได้แก่ น้ำตกหมู อยู่อันดับที่ 19 ส่วนส้มตำ รั้งอันดับที่ 46 ได้ชื่อว่าเป็นสลัดยอดนิยมที่สุดในประเทศไทย

ขอบคุณที่มา : ข่าวสดออนไลน์

“แพลงกิ้ง” ยิ่งเล่น ยิ่งหน้าแก่!

บ่อยครั้งกระแสสังคมที่ใครต่อใครทำตามๆ กัน มักแฝงไว้ด้วยผลเสีย อย่างท่าถ่ายรูปแนวนอน “แพลงกิ้ง” นี่ก็มีเช่นกัน ซึ่ง ‘นพ.กฤษดา ศิรามพุช’ ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ มีข้อเตือนใจให้ระวังริ้วรอยแห่งวัยจะมาปรากฏบนใบหน้า หากทำท่าแพล้งกิ้งบ่อยเกินไป

@@@

การนอนคว่ำหน้าถ่ายรูปที่มีมาพักหนึ่ง มีศัพท์เรียก “แพลงกิ้ง (Planking)” อันแปลว่า ทำท่านอนแข็งทื่อแบบไม้กระดานนี้ จะมีแรงโน้มถ่วงที่ผ่านมาจากผืนโลก ดึงหน้าให้คอลลาเจนยืดยาวออก ผลลัพธ์ที่ได้ถ้าทำบ่อยคือ “หน้าย่น” แล้วบางคนกลับไปก็ยังนอนหลับในท่า “ตะแคงหน้า” ต่ออีก ยิ่งจะทำให้เกิดรอยยับจับหน้าเป็นราคี เอ๊ย…ราศรีเพิ่มอีก อย่าฉีกแนวด้วยการนอนถ่ายรูปผิดท่าเลยครับไม่คุ้มกับหน้ายับ อัพคืนยาก…อยากบอกให้รู้

แรงโน้มถ่วงโลกเป็นผู้ร้ายสำคัญที่หลบอยู่ในมุมมืด เพราะเป็นของมองไม่เห็นต่างจากแสงแดดและบุหรี่ที่เป็นตัวการผิวแก่แบบมอง เห็น แต่ถ้าเป็น “อีแอบ” แบบแรงดึงดูดโลกนี่เห็นทีจะเลี่ยงยาก นอกจากอยากไปใช้ชีวิตแบบโลกุตระหรือเหนือโลกแบบไร้แรงโน้มถ่วงเท่านั้น

สำหรับท่านที่นิยมการนอนโพสต์ท่าแบบแพลงกิ้งบ่อยๆ รวมไปถึงท่านที่ชอบตอนตะแคงเอียงทับหน้าข้างหนึ่งไว้เป็นอาจิน ขอให้ระลึกไว้ว่าอาจมีความเสี่ยงจาก “ตีนกานอน (Sleep lines)” ดังต่อไปนี้ได้ครับ…

‘ตีนกาข้างจมูก’ เป็นตีนการะดับคลาสสิกรุ่นแรกของการนอนผิด ปิดอย่างไรก็ไม่มิดเพราะเป็นตีนการะดับลึกสุดใจ (Coarse wrinkle) ต้องใช้เทคนิคการนอนหงาย ตอนหลับจะได้ไม่กดหน้าจนยับไปเป็นข้างครับ

‘ตีนกาหน้า(ผาก)ย่น’ คนที่มีรอยขวางกลางหน้าผากมากรอยมักไปสอยมาได้จากการ “แสดงสีหน้า (Facial expression)” จะดราม่ามากน้อยก็จะพลอยแสดงออกให้เห็นกลางหน้าผาก ยิ่งถ้าหากนอนแพลงกิ้งกลางแจ้งก็ยิ่งมีสิทธิ์หน้าแก่ด้วยตีนกาหน้าผากมาก ครับ

‘ตีนกาคอ’ ขออนุญาตเรียกว่า “เหนียง” แม้จะเลี่ยงไม่เกิดในอายุน้อย แต่ใครจะรู้ได้ว่า ถ้าเกิดขึ้นมาแล้วจะ “จัดหนัก” เลยหรือเปล่า เพราะการใช้ชีวิตแนวราบทำให้สภาพคอลลาเจนที่คออ่อนแอลง ไม่เหมือนคนที่ตั้งตัวตรงเกร็งคอหรือต้องยืดเขย่งคอบ่อยๆ จะค่อยทำให้กล้ามคอแข็ง ไม่แกล้งสร้างเหนียงยานออกมาครับ

ส่วนเทคนิคโพสต์ท่าถ่ายรูปให้เจ๋งนอกจากแพลงกิ้งแล้ว ตอนนี้ยังมีมาใหม่ครีเอตโดยคนไทยคือ “พับเพียบถ่าย(รูป)” และ “ท่าลอยตัว (Levitating)” ถ้านึกไม่ออกก็เหมือนกับท่าจอมยุทธเหินหาวหรือราวกับซุปเปอร์แมนกำลังลอย อยู่กลางอากาศแล้วจับภาพช่วงนั้นไว้พอดี เป็นท่าถ่ายรูปแบบแนวๆ

แล้วเดี๋ยวมันก็จะมีท่าใหม่ๆ มาแข่งกันอีก ดูไปก็สนุกดีครับเพราะไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนเหมือนกับเติม “น้ำจิ้ม” เพิ่มสีสันให้การถ่ายรูปออกรสขึ้น จะยืนถ่ายตรงแหนวแนวติดบัตรก็มีออกเกลื่อนแล้ว ลองทำท่าบ้องแบ๊วให้โลกได้เห็นสักครั้งสองครั้งในชีวิตจะเป็นไรไป

จะมีห่วงก็แต่ในท่านที่ค่อนข้าง “อิน” กับการเป็นผู้นำท่าแปลกอยออกไปโพสต์ถ่ายในที่อันตรายอย่างราวระเบียงจนตกลง ไปเดี้ยงก็มีมาแล้ว เลยอยากให้ระวังกันไว้ด้วยความเป็นห่วงครับ ไม่อยากให้ร่วงปุ๊ลงไป จากท่าโพสต์ใสๆ กลายเป็นภาพสุดท้ายแทน!.

ขอบคุณที่มา

เดลินิวส์ออนไลน์ค่ะ^^